Skip directly to content

โรคหัวใจ







หน้าที่หลักของหัวใจ คือการบีบตัวสลับกับการคลายตัวเพี่อส่งเลือดจากหัวใจไปเลี้ยง ตามอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย การที่หัวใจจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจะต้องได้รับออกซิเจนและอาหารในเลือดจากหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ ( Coronary arteries) การตีบหรือตันของหลอดเลือดจนเลือดผ่านไปไม่ได้ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแรง บีบตัวและคลายตัวไม่ปกติ อวัยวะต่างๆ ในร่างกายก็รับเลือดมาเลี้ยงน้อยลง

โรคหัวใจขาดเลือด ( Ischemic Heart Disease) 
เป็นโรคที่อาจกล่าวได้ว่าพบบ่อยในประเทศไทยและมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ตลอดเวลา 30 ปีที่ผ่านมา และเป็นโรคที่เป็นสาเหตุของการตายอันดับหนึ่งในประเทศที่พัฒนาแล้ว ในทางเวชปฏิบัติเราแบ่งโรคนี้ออกเป็น 2 ชนิดด้วยกันคือ

1.โรคกล้ามเนื้อหัวใจตายอย่างเฉียบพลัน ( Acute Myocardial Infarction) ในที่นี้จะไม่ขอกล่าวถึงในรายละเอียด

2.โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดหรือหลอดเลือดหัวใจตีบ ( Angina Pectoris): โรคนี้เกิดเพราะหลอดเลือดแดงโคโรนารีซึ่งเป็นหลอดเลือดที่เลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจมีแผ่นไขมัน เกิดขึ้นที่ผนังด้านในของหลอดเลือดแดง atheroma ที่เกิดขึ้นนี้มักจะเป็นแผ่นหนาๆ ( plaque) ในระยะแรกจะไม่เกิดรอบช่องว่าง (lumen) ของหลอดเลือดนอกจากพวกที่เป็นมากหรือเป็นเรื้อรังมานานหลายสิบปี ถึงแม้แผ่นไขมันที่สะสมดังกล่าวจะเกิดขึ้นแล้วแต่ในระยะแรกเลือดที่ไหลไปเลี้ยง กล้ามเนื้อหัวใจจะยังพอเพียง กับความต้องการของกล้ามเนื้อหัวใจอยู่ แต่หากเกิดการตีบตันถึง 70 % เมื่อใดก็จะเกิดความต้องการ ออกซิเจนของกล้ามเนื้อหัวใจไม่เพียงพอกับปริมาณเลือดที่ได้รับจนเกิดอาการขึ้น ซึ่งภาวะนี้คือ

หัวใจขาดเลือด (angina pectoris)
แผ่นไขมันนี้เมื่อเกิดขึ้นนานพอจะมีแคลเซี่ยมหรือหินปูนมาเกาะด้วยจนทำให้แข็งมากขึ้นและหนามากขึ้น และอาจเกิดการอุดตันอย่างเฉียบพลันขึ้นโดยมีการแตกหรือแยกออกเป็นร่องของแผ่นไขมัน ที่เกิดขึ้นในผนังด้านใน ของหลอดเลือดก่อน แล้วตรงนี้จะมีลิ่มเลือด ( thrombus) เกิดขึ้น ซึ่งถ้าโชคดีลิ่มเลือดนี้ก็จะเกิดอยู่เพียง ภายในผนังของหลอดเลือด แต่ที่พบบ่อยก็คือ ลิ่มเลือดนี้เกิดออกมาถึง lumen ของหลอดเลือด และอาจจะขยายลามไปและใหญ่ขึ้นจนทำให้เลือด เดินใม่สะดวกตรงบริเวณนั้นโดยมีความรุนแรงต่างๆ กัน กล่าวคืออาจอุดตันหลอดเลือดแดงทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน 
สาเหตุของการเกิดแผ่นไขมันในหลอดเลือดแดงอันจะทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดนั้นยังไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด แต่การสังเกตอัตราการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดในประเทศต่างๆ ซึ่งแตกต่างกันอย่างมากนั้นทำให้พบว่า มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดแผ่นไขมันอยู่หลายอย่าง และเราเรียกปัจจัยที่เกี่ยวข้องนี้ว่า

ปัจจัยเสี่ยง ซึ่งได้แก่

  1. ความดันโลหิตสูง ทั้งความดันซิสโตลิคและไดแอสโตลิคมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดในภายหลังทั้งสิ้น และยิ่งความดันสูงมาก โอกาสที่จะเกิดโรคนี้ยิ่งมีมาก โดยเฉพาะผู้ที่มีความดันโลหิตสูงกว่า 160/95 มม.ปรอท
  2. การสูบบุหรี่ ปัจจัยนี้ทราบกันมานานแล้วว่ามีความสัมพันธ์กับการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดมากและยังขึ้นอยู่กับระยะเวลาทีสูบและ จำนวนบุหรี่ที่สูบด้วย ตามรายงานองค์การอนามัยโลกพบว่าคนที่สูบบุหรี่จัดจะมีโอกาส เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ได้มากกว่า ผู้ที่ไม่สูบถึง 3 เท่า และหากมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆร่วมด้วยอีก โอกาสเป็นโรคหัวใจขาดเลือดยิ่งมากขึ้น ในทางตรงข้าม ในกรณีของการอดบุหรี่ ผู้ที่เลิกสูบได้นานมากเท่าไร โอกาสของการเกิดโรคนี้ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆ จนเกือบเท่ากับผู้ที่ไม่เคยสูบเลย
  3. ไขมันในเลือดสูง การศึกษาเรื่องนี้ได้มีการทำกันมากและทำกันมานานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐอเมริกานั้นพบว่า ผลรวมของโคเลสเตอรอลทั้งหมด มีความสัมพันธ์โดยตรงกับโรคหัวใจขาดเลือดทั้งในเพศชายและเพศหญิง โดยศึกษาประชาชนอเมริกัน เป็นเวลา 24 ปี และพบว่าพวกที่มีโคเลสเตอรอล ในเลือดสูงจะมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าพวกที่มีไขมันต่ำถึง 5 เท่า โดยปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวพบมากในผู้ที่มีระดับ โคเลสเตอรอล l ในเลือดสูงกว่า 200 มก./ดล. หรือผู้ที่มี ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงกว่า 150 มก./ดล.
  4. อายุุ แผ่นไขมันจะเกิดมากขี้นตามอายุ ดังนั้นอุบัติการของการเกิดโรคนี้จึงมากขึ้นตามอายุ การพบโรคนี้ในผู้ที่อายุน้อยกว่า 35 ปีมีได้บ้างแต่ใม่บ่อย
  5. เพศ เป็นที่ทราบกันมานานแล้วว่าเพศชายมีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าเพศหญิงซึ่งอยู่ในระยะยังไม่หมดประจำเดือน แต่ภายหลังจากที่หมดประจำเดือนแล้ว โอกาสเป็นจะเท่ากันในทั้งสองเพศ

อาการ
เมื่อเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ผู้ป่วยจะมีอาการได้หลายอย่าง แต่อาการหลัก ได้แก่ อาการจุกแน่นหน้าอก ซึ่งมีลักษณะจำเพาะดังนี้

  1. ตำแหน่งการเจ็บ มักเป็นตรงกลางหน้าอกเยื้องลงมาทางลิ้นปี่เล็กน้อยและมักจะรู้สึกลึกๆ อยู่ภายใน บางครั้งอาการปวดนี้จะอยู่ตรงกลางหน้าอกทางด้านล่าง และเลยลงมาถึง บริเวณกระบังลมหน้าท้องได้  
  2. ลักษณะเจ็บ มักจะมีอาการจุกๆ แน่นๆ อึดอัด บางทีรู้สึกเหมือนถูกรัดหรือมีก้อนอะไรมาทับ อาจจะมีการปวดร้าวไปจุกคอหอย บางทีร้าวไปที่หัวไหล่ ไปที่ต้นแขน หรือแขน อาจเลยไปถึงข้อมือหรือนิ้วมือเลยก็ได้ ส่วนมากแล้วจะไม่ค่อยมีอาการปวด หรือหนักๆ ในแขนทั้งแขน แต่มักจะเป็นทางด้านในของแขนมากกว่า บางที่ร้าวไปที่กรามและคอด้านซ้สย
  3. ระยะเวลาการเจ็บ มักเจ็บอยู่ราว 2-10 นาที และมักจะคลายหาย โดยการพักหรือสบายใจขึ้น ถ้าเจ็บนานกว่านี้และพักแล้วไม่หายแสดงว่าอาการขาดเลือด รุนแรงมาก
  4. อาการอื่นที่อาจพบร่วมด้วย บางรายมีอาการใจหวิว ใจสั่น ชีพจรเต้นเร็วหรือช้ากว่าปกติ บางรายมีอาการเหงื่อซึม เป็นลม ตัวเย็น คลื่นไส้ อาเจียน ในผู้สูงอายุนั้น อาจจะไม่พูดถึงอาการเจ็บหน้าอกเลย แต่มีอาการเหนื่อย เหนื่อยง่าย เหนื่อยหอบ และหายใจลำบากร่วมกับอาการแน่นๆ ในหน้าอกเท่านั้น หรือรู้สึกอ่อนเพลียไม่มีแรง จนถึงหมดสติ อาการอีกอย่างหนึ่งคือ การตายอย่างปัจจุบันทันด่วน ซึ่งมักจะเกิดใน 2-3 ชั่วโมง หลังจากเริ่มมีอาการ

สาเหตุ

  1. ความเครียด ความเครียดทำให้เป็นโรคนี้ได้ง่ายกว่าผู้ที่ไม่มีเรื่องเครียด
  2. ความอ้วน ผู้ที่มีน้ำหนักเกินทั้งเพศชายและเพศหญิงจะเป็นโรคนี้ได้มากกว่าผู้ที่มีน้ำหนักในเกณฑ์ปกติ แต่กลไกของการเป็นเช่นนี้ยังไม่มีผู้ใดทราบแน่ชัด
  3. ผู้ที่ขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  4. การมีโรคบางชนิด ภาวะที่ทำให้เกิดโรคหัวใจขาดเลือดได้ง่ายนอกจากโรคความดันโลหิตสูง ที่พบบ่อยก็คือ โรคเบาหวาน โรคต่อมธัยรอยด์ทำงานต่ำ โรคเก๊าท์ เป็นต้น

 

ส่วนใหญ่ของปัจจัยเสี่ยงเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดกระบวนการทำให้หลอดเลือดแข็งตัว โดยการฝังตัวของเกล็ดไขมันโคเลสเตอรอลเข้าไปในชั้นในและชั้นกลางของผนังหลอดเลือด และพอกพูนหนาขึ้นจนทางเดิน ของเลือดภายในหลอดเลือดแคบลง ผนังหลอดเลือดแข็ง เสียความยืดหยุ่นทำให้เลือดไหลผ่านไปจนถึงปลายลดลง เกิดภาวะอวัยวะขาดเลือด   ถ้าอวัยวะนั้นเป็นหัวใจก็เป็นโรคหัวใจขาดเลือด ซึ่งมีผลจากหลอดเลือดหัวใจตีบ ทำให้หัวใจรับเลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ

การรักษา
ถ้าตรวจพบว่า หลอดเลือดหัวใจตีบ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจก็จะพิจารณาว่าควรจะรักษาด้วยวิธีใด ได้แก่

  1. การรักษาด้วยยา ได้แก่ ยาขยายหลอดเลือดหัวใจ ยาลดการทำงานของหัวใจ เพื่อให้หัวใจใช้ออกซิเจนน้อยลง ยายับยั้งเกร็ดเลือดเกาะตัว กรณีเป็นความดันโลหิตสูงผิดปกติ หรือเบาหวานต้องรักษาร่วมไปด้วย ผู้ที่ระดับไขมันในเลือดสูงผิดปกติก็จะได้รับยาเพื่อลดไขมัน ยาขยายหลอดเลือด อาจทำในรูปยาอมใต้ลิ้น ยาพ่นเข้าในปาก และยาปิดหน้าอก ยาอมใต้ลิ้น และยาพ่นในช่องปาก สามารถออกฤทธิ์ได้ภายใน 2-3 นาที จึงเหมาะที่จะพกไว้ในโอกาสฉุกเฉิน ยาเป็นแผ่นปิดหน้าอก ใช้ปิดหน้าอกและที่อื่นๆ ตามร่างกาย จะออกฤทธิ์ประมาณ 30-45 นาที หลังปิดบนผิวหนัง จะไม่ออกฤทธิ์ทันทีเช่นนยาอมใต้ลิ้น
  2. การรักษาด้วยการผ่าตัด ได้แก่ การผ่าตัดทำทางเบี่ยงของหลอดเลือด ( Coronary Artery Bypass Graft, CABG) มักจะใช้วิธีการผ่าตัดนำเส้นเลือดดำที่ขามาตัดต่อกับเส้นเลือดที่อุดตัน ทำทางเดินของเลือดใหม่ การรักษาด้วยการถ่างขยายหลอดเลือดด้วยวิธีต่างๆ เช่น ถ่างขยายด้วยบอลลูน หัวกรอ และอาจจะจำเป็นต้องใส่ขดลวดค้ำไว้ เพื่อมิให้หลอดเลือดตีบซ้ำ

 

คำแนะนำสำหรับผู้ป่วย

  1. ควบคุมน้ำหนักตัวอย่าให้อ้วนมาก
  2. ลดการกินอาหารที่มีไขมันสูง ( ที่มีโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์สูง) เช่นพวกไขมันจากสัตว์ หนังเป็ด หนังไก่ นม เนย ไข่แดง อาหารที่ปรุงจากกะที น้ำมันมะพร้าว มันสมองสัตว์ อาหารที่มีการหมักดอง อาหารรสจัด เช่นรสหวานจัด พวกขนมหวานและกาแฟ  
  3. รักษาโรคความดันโลหิตสูงและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง
  4. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
  5. พักผ่อนให้เพียงพอ
  6. งดการสูบบุหรี่และดื่มกาแฟ

 

ระงับอารมณ์ไม่ให้เกิดความเครียด / หลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียดทางอารมณ์และจิตใจ