Skip directly to content

อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ (ED)







หย่อนสมรรถภาพทางเพศ ไม่ใช่ไร้สมรรถภาพทางเพศ

คำว่าหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ( ED) ในปัจจุบันเป็นที่นิยมใช้มากกว่าศัพท์เดิม ที่ใช้คำว่า ไร้สมรรถภาพทางเพศ ( Impotence) ด้วยเหตุผลหลายประการ และการหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นเพียงอาการหนึ่งในหลายๆอาการของ การบกพร่องทางเพศ ( Sexual Dysfunction) ซึ่งได้แก่

  1. อาการหลั่งเร็ว ( Premature Ejaculation)
  2. อาการหลั่งช้า ( Delay Ejaculation)
  3. อาการเฉื่อยชาทางเพศ ( Deficits in Desire)
  4. การไม่ถึงจุดสุดยอด ( Orgasmic Disabilities)
  5. อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ( Erectile Dysfunction)

strong>อาการของอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
อาการอย่างไรที่เข้าข่ายเป็นอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ( Erectile Dysfunction: ED) อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศแบ่งตามระดับความรุนแรงของอาการ จากการศึกษาในชายสูงอายุในมลรัฐแมสซาชูเซตส์ ( Massachusetts Male Aging Study) ซึ่งศึกษาระบาดวิทยาของอาการนี้ไว้ดังนี้

  1. หย่อนสมรรถภาพในระดับต่ำ
    ผู้ป่วยสามารถมีอวัยวะเพศแข็งตัวพอดีสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ได้เกือบทุกครั้ง
  2. หย่อนสมรรถภาพระดับปานกลาง
    ผู้ป่วยสามารถมีอวัยวะเพศแข็งตัวดีสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ได้เป็นบางครั้ง
  3. หย่อนสมรรถภาพระดับรุนแรง
    ผู้ป่วยไม่สามารถมีอวัยวะเพศแข็งตัวดีพอสำหรับการมีเพศสัมพันธ์ได้เลย

ถ้าไม่รักษาจะมีปัญหา
อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศเป็นอาการที่พบบ่อยและก่อให้เกิดปัญหาในชีวิตประจำวันในหลายด้าน ผู้ชายราว 30 ล้านคนในสหรัฐอเมริกามีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เมื่อคำนวณจากตัวเลขนี้จะพบว่าผู้ชายทั่วโลกเป็นอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ มากกว่า 100 ล้านคน ประมาณว่า 52% ของชายอายุ40-70 ปีมีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศระดับใดระดับหนึ่ง ในหมู่คนเหล่านี้จำนวนมากมีปัญหาความเครียดที่กระทบกระเทือนต่อความสัมพันธ์ในครอบครัว และอาจทำให้เกิดอาการซึมเศร้า สูญเสียความนับถือตัวเอง และมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีของตนเอง ( Poor Self-Image)

สาเหตุของการเกิดอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
ส่วนใหญ่ของผู้ที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ เชื่อว่าเกิดจากการลดระดับฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน การเสื่อมสังขารตามธรรมชาติ หรือสาเหตุทางจิตใจ ความจริงพบว่าอาการนี้ สัมพันธ์กับโรคบางโรค การบาดเจ็บ หรือจากการรักษาทั้งทางยาและการผ่าตัด

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ประกอบด้วยโรคต่างๆ จำนวนมาก ได้แก่ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต เส้นเลือดในสมองตีบหรือแตก การบาดเจ็บที่ไขสันหลัง และ โรคมัลติเปิล สเคลอโรซิส ( Multiple Sclerosis) โรคเหล่านี้ทำให้เกิดความผิดปกติต่อหลอดเลือด เส้นประสาทของอวัยวะที่จะมีผลต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศ นอกจากนั้นยาหลายชนิดก็มีผลด้วยเช่นกัน การลดลงของการสร้างฮอร์โมนแอนโดรเจนก็อาจทำให้ความสนใจในทางเพศลดลง และ/หรือทำให้การแข็งตัวลดลงด้วย แม้ว่าสาเหตุดังกล่าวนี้อาจพบในผู้ป่วยจำนวนน้อย กระบวนการการบำบัดทางจิต อาจรบกวนการกระตุ้นทางด้านจิตใจ หรือลดความตื่นตัวในการรับความรู้สึก

จากการศึกษาในชายสูงอายุ ที่แมสซาชูเซตส์ สหรัฐอเมริกา พบว่าอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศมีความสัมพันธ์กับ

  1. ความโกรธและโรคซึมเศร้า
  2. การสูบบุหรี่ในชายกับโรคหัวใจ และความดันโลหิตสูง
  3. การรับประทานยาในผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหัวใจ ความดันสูง และโรคซึมเศร้า
  4. ระดับของคลอเลสเตอรอลชนิดดี (ความหนาแน่นสูง) อยู่ในระดับต่ำ
  5. สารสเตียรอยด์ซึ่งมีฤทธิ์อ่อนๆของฮอร์โมนแอนโดรเจนในซีรั่มมีระดับต่ำ
  6. ความบกพร่องของอวัยวะเพศ
  7. ความผิดปกติที่ทำให้เกิดการขัดขวางเลือดมิให้ไหลเข้าสู่แท่งเนื้อเยื่อที่มีโพรงภายใน หรือความผิดปกติที่รบกวนกลไกการกดทับหลอดเลือดดำที่จะกักเลือดไว้ในอวัยวะเพศ ซึ่งจะรบกวนการแข็งตัวในส่วนที่เกี่ยวกับหลอดเลือด
  8. ความผิดปกติหรือความเสียหายที่เกิดกับเส้นประสาทอัตโนมัติที่ไปเลี้ยงอวัยวะเพศอาจมีผลกระทบ ต่อการแข็งตัวที่เกิดจากจิตใจ
  9. ความผิดปกติหรือความเสียหายต่อเส้นประสาทรับความรู้สึกจากอวัยวะเพศ อาจขัดขวางการแข็งตัวจากปฏิกิริยาสะท้อนกลับ

การรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ
สำนักงาน คณะกรรมการ อาหารและยา ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ จึงได้อนุญาตให้แพทย์ทุกสาขาสามารถรักษา และให้คำปรึกษากับผู้ป่วยได้ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยทั่วประเทศ โดยเฉพาะผู้ป่วยบางรายที่สะดวกใจพูดคุยปัญหานี้กับแพทย์ที่คุ้นเคยมากกว่านอกจากนี้ยังเป็นการลดปัญหาการใช้ยา ในตลาดมืด หรือใช้วิธีการรักษาที่ไม่ปลอดภัย อันอาจเป็นอันตรายต่อผู้ป่วยได้

การที่ผู้ป่วยเข้ารับการรักษาอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ จะทำให้แพทย์สามารถตรวจพบโรคต่างๆที่แฝงตัวอยู่ เช่นโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคเบาหวาน เป็นต้น

การวินิจฉัยเพื่อประเมิน ED
แพทย์สามารถวินิจฉัยอาการหย่อนสมรรถภาพ โดยใช้สิ่งต่อไปนี้ทั้งหมดหรือบางส่วน : ประวัติทางการแพทย์ และประวัติการมีเพศสัมพันธุ์ การตรวจร่างกายและจิตใจ การตรวจทางห้องปฏิบัติการ และการตรวจอื่นๆ 

การรักษาโดยวิธีอื่นๆ

  1. การใช้ยาบนผิวหนัง ได้มีการทดลองใช้แล้วพบว่ามีประสิทธิผลจำกัด
  2. การเสริมฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน เป็นทางเลือกหนึ่งสำหรับผู้ป่วยที่มีผลการตรวจยืนยันว่ามีฮอร์โมนเทสโทสเตอโรนในระดับต่ำ
  3. การผ่าตัดหลอดเลือด การผ่าตัดเพื่อให้เลือดไหลเข้าองคชาตเพิ่มขึ้น (การผ่าตัดหลอดเลือดแดง) หรือ เพิ่มการทำงานของกลไกการอุดกั้นเลือดดำ (การผ่าตัดหลอดเลือดดำ) อัตราความสำเร็จต่ำและยังถือเป็นขั้นทดลอง