Skip directly to content

ความดันโลหิตสูง







ความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุที่สำคัญต่อการเกิด ภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (Atherosclerosis) และเป็นปัญหาสาธารณสุขที่มีความสำคัญมาก เพราะเป็นโรคที่มีความชุกสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงอายุ โรคนี้มีอันตรายสูงเนื่องจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่รู้ตัวว่าตนเองมีความดันโลหิตสูงเพราะไม่มีอาการผิดปกติ จนเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี เกิดโรคแทรกซ้อนจนเป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต โรคหัวใจ โรคไต เพราะฉะนั้น การตรวจพบความดันโลหิตสูงได้แต่เนิ่น จึงเป็นสิ่งสำคัญต่อการรักษาและควบคุมอาการ

ปกติขณะที่หัวใจเต้นจะสูบฉีดโลหิตไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายทางหลอดเลือด เมื่อหัวใจบีบตัว เลือดจะถูกบีบออกไปสู่หลอดเลือดแดง จะมีแรงไปกระแทกผนังหลอดเลือด ทำให้เกิดการขยายตัว แรงของหลอดเลือดที่ดันผนังของหลอดเลือดคือแรงดัน Systolic ( หรือค่าความดันโลหิตตัวบน) หลังจากการบีบตัว หัวใจจะคลายตัว หลอดเลือดจะกลับคืนสู่สภาพเดิม แรงดันขณะนี้เป็นแรงดัน Diastolic ( หรือค่าความดันโลหิตตัวล่าง) ภาวะความดันโลหิตสูง คือภาวะที่มีแรงกระทำต่อผนังหลอดเลือดแดงมากเกินไป ตามมาตรฐานขององค์การอนามัยโลก (WHO) 1999 ค่าที่ถือว่าเป็นความดันโลหิตสูงคือ ค่าความดันโลหิตตัวบน 140 มิลลิเมตรปรอท และ ค่าความดันโลหิตตัวล่าง 90 มิลลิเมตรปรอท

สาเหตุของความดันโลหิตสูง
• ความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุ ( Essential hypertension) พบได้มากกว่า 90% แต่เชื่อว่าปัจจัยที่เกี่ยวข้องได้แก่ พันธุกรรม เชื้อชาติ ความเครียด ความอ้วน การสูบบุหรี่
• ความดันโลหิตสูงชนิดที่ทราบสาเหตุ ( Secondary hypertension) พบได้น้อยกว่า 10% ซึ่งมีสาเหตุมาจากโรคของไตและหลอดเลือด , ความผิดปกติของฮอร์โมน ( จากเนื้องอกบางชนิด) , ภาวะครรภ์เป็นพิษ , หรืออาจเกิดจากยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด เป็นต้น

อาการ
ความดันโลหิตสูงมักไม่แสดงอาการ โดยทั่วไปท่านไม่สามารถรู้สึกได้ แม้ในขณะที่ความดันโลหิตสูงกว่าปกติอย่างมาก น้อยรายจะมีอาการเวียนศีรษะ มึนงง เลือดกำเดาไหล หรือปวดศีรษะ ซึ่งเป็นอาการแสดงของความดันโลหิตสูง แต่อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ทราบว่ามีความดันโลหิตสูง จนกระทั่งได้รับการวัดความดันโลหิตโดยแพทย์หรือพยาบาล

การรักษา
ภาวะความดันโลหิตสูงจำเป็นต้องได้รับการรักษาอย่างยิ่ง แม้ว่าท่านจะรู้สึกสบายดี ถ้าไม่ได้รับการรักษาความดันโลหิตสูงจะทำให้หลอดเลือดแดงเสื่อม และความดันโลหิตยิ่งสูงก็ยิ่งมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น หัวใจวาย หลอดเลือดในสมองแตก ไตวาย และหลอดเลือดของขาหรือประสาทตาเสียหาย ดังนั้นเหตุผลสำคัญที่จะต้องควบคุมความดันโลหิตก็คือการลดความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงและอาจถึงแก่ชีวิตได้

การควบคุมความดันโลหิตโดยการไม่ใช้ยา
1. การควบคุมอาหาร
• จำกัดเกลือในอาหาร โดยพยายามไม่เติมเกลือหรือน้ำปลาเพิ่มในอาหาร หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็ม เช่น หมูเค็ม , ผักดอง , กะปิ , ไส้กรอก , ผลไม้ดอง
• หลีกเลี่ยงอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไขมันสัตว์ , เครื่องในสัตว์ , ไข่แดง
• หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง เช่น กะทิ , ครีม , เนย , เนยแข็ง , น้ำมันมะพร้าว
• รับประทานอาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัว รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากพืช เช่น น้ำมันมะกอก , น้ำมันถั่วเหลือง , น้ำมันข้าวโพด
• ประกอบอาหารด้วยวิธีต้ม นึ่ง ตุ๋น แทนการผัดหรือทอด
• รับประทานผักสด ผลไม้ ให้มากขึ้น
2. ลดน้ำหนัก จำกัดอาหารพวกแป้ง น้ำตาล และไขมัน
3. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
4. หยุดสูบบุหรี่
5. งดดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์

การควบคุมความดันโลหิตโดยการใช้ยา
แพทย์อาจต้องใช้ยาเพื่อลดความดันโลหิตเมื่อไม่สามารถลดความดันโลหิตได้ด้วยวิธีอื่น เช่น การควบคุมอาหาร หรือออกกำลังกาย ถ้าแพทย์ให้ยาเพื่อควบคุมความดันโลหิต ท่านต้องรับประทานยาตามสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่ควรหยุดยาเองแม้จะรู้สึกสบายดี เพราะความดันโลหิตอาจสูงได้ ยาที่ใช้ในการควบคุมความดันโลหิตมีหลายชนิดและออกฤทธิ์ต่างกัน การที่จะใช้ยาชนิดใด ขึ้นกับสภาพร่างกายและความจำเป็นของผู้ป่วย ยาบางอย่างใช้ได้ผลดีในผู้ป่วยบางราย แต่อาจไม่ดีในผู้ป่วยบางราย บางรายอาจต้องใช้ยาร่วมกันตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไป และขนาดของยาที่ใช้ได้ผล อาจแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย