Skip directly to content

วิถีซีเอสอาร์แห่ง Pfizer สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีมีสมดุล

ถีซีเอสอาร์แห่ง "Pfizer" สร้างคุณภาพชีวิตที่ดีมีสมดุล

โดย ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 10 มิถุนายน 2558


เป็นที่รู้จักกันมากว่าเกือบครึ่งศตวรรษ กับ "ไฟเซอร์" หรือ "บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด" (Pfizer (Thailand) Ltd.) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในบริษัทชีวเวชภัณฑ์ในประเทศไทย ที่มีการคิดค้น ค้นคว้า และนำเสนอนวัตกรรมยาและเวชภัณฑ์ใหม่ ๆ ที่มีความปลอดภัย มีประสิทธิภาพในการรักษาและป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คนไทยมีชีวิตและสุขภาพที่ดี
อีกทั้งยังร่วมมือกับผู้ให้บริการสุขภาพ บุคลากรทางการแพทย์ ทั้งภาครัฐ เอกชน ชุมชนท้องถิ่นทั่วประเทศ เพื่อขยายการเข้าถึงยาและการสนับสนุน การดูแลสุขภาพที่ดียิ่งขึ้นไป
ไม่เพียงเท่านั้นยังได้ก่อตั้ง "มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย" เพื่อทำงานร่วมกับพันธมิตรฝ่ายต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ในการร่วมมือกันพัฒนาการศึกษา คุณภาพชีวิต และสาธารณสุขของไทย ภายใต้แนวทาง สร้างสังคม

แห่งสุขภาพด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบต่อสังคมของไฟเซอร์
"คริสเตียน มัลเฮอร์บี" กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทย และอินโดไชน่า บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด และประธานกรรมการมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย บอกว่า มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย เป็นองค์กรการกุศลที่ดำเนินงานอย่างเป็นอิสระจากบริษัทไฟเซอร์ (ประเทศไทย) เพียงแต่ได้รับการริเริ่มและการสนับสุนนงบประมาณในการดำเนินงาน โดยมูลนิธิได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2554
มูลนิธิมีภารกิจหลัก ๆ คือ การปฏิบัติงานร่วมกับพันธมิตรที่มีแนวทางในการดำเนินงานสอดคล้องกับมูลนิธิ ในการส่งมอบโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้ สู่ผู้ที่ต้องการโอกาสในทุกกลุ่ม รวมถึงการส่งเสริมศักยภาพในการสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีสมดุล (Wellness Literacy) ทั้งในประเทศไทย และประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอินโดไชน่า และที่สำคัญกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิ จะไม่เชื่อมโยงกับการดำเนินธุรกิจของไฟเซอร์ แต่จะใช้ทรัพยากร บุคลากร ความรู้ ความเชี่ยวชาญ ที่มีเข้าไปสนับสนุนการดำเนินงานในกิจกรรมต่าง ๆ ของมูลนิธิ
"เรามุ่งเน้นการสร้างสังคมแห่งสุขภาพด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี โดยการร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาพ ด้วยการสนับสนุนการศึกษา แบ่งปันความรู้ เสริมสร้างศักยภาพ และการปลูกฝังวัฒนธรรมการรู้จักการให้เพื่อสังคม"
"คริสเตียน" กล่าวเพิ่มเติมว่า ภารกิจในการมอบความรู้สู่คุณภาพชีวิตที่ดีมีสมดุล (Promoting Wellness Literacy) นั้น จะดำเนินการผ่านการสร้างเสริมโอกาสสู่คุณค่าชีวิตใน 3 ด้านหลัก คือ การศึกษา สุขภาพ และคุณภาพชีวิต เพื่อเพิ่มพูนศักยภาพทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม อันจะเป็นรากฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน
"โดยเป้าหมายของการมอบความรู้ สู่คุณภาพชีวิตที่ดีมีสมดุลนั้น จะสร้างเสริมโอกาสสู่คุณค่าชีวิตใน 3 ด้าน มาบูรณาการเพื่อให้เกิดความยั่งยืน โดยกิจกรรมและความร่วมมือที่เกิดขึ้นจะต้องเป็นโครงการระยะยาว ที่สร้างความยั่งยืนให้กับสังคมอย่างแท้จริง"
"ด้านการศึกษา เราจะส่งเสริมและสนับสนุนแบบไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ แก่นักเรียน นิสิต นักศึกษาสาขาแพทยศาสตร์ เภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์ เพื่อเพิ่มจำนวน
บุคลากรด้านการบริการสาธารณสุขของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในพันธกิจหลักของมูลนิธิ"
ส่วนด้านการสุขภาพ มูลนิธิได้ดำเนินการส่งเสริมสุขภาพกาย สุขภาพใจ ให้แก่สังคม ทั้งในยามปกติและในยามภัยพิบัติ โดยในยามปกตินั้นจะครอบคลุมตั้งแต่การสนับสนุนแหล่งศึกษาเรียนรู้ด้านสุขภาพและการป้องกันโรค จนถึงการเผยแพร่ความรู้และการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคที่เป็นภัยคุกคามที่สำคัญ อาทิ โรคมะเร็ง โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง และเมื่อเกิดภัยพิบัติมูลนิธิจะร่วมช่วยเหลือและฟื้นฟูผู้ประสบภัย ทั้งในระยะสั้นด้วยการบริจาคยาและเวชภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงการฟื้นฟูเยียวยาสภาพจิตใจในระยะยาว
"สำหรับด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิต เรามุ่งสร้างเสริมโอกาสสู่ศักยภาพในการพึ่งพาและพัฒนาตนเอง เพื่อเพิ่มพูนความรัก การนับถือ และความภาคภูมิใจในตัวเอง ให้แก่ผู้ด้อยโอกาส ด้วยการเพิ่มพูนความรู้ด้านสุขภาพและสาธารณสุขในชุมชนผู้มีรายได้น้อย สร้างโอกาสการประกอบอาชีพและความเข้าใจที่ถูกต้องในการอยู่ร่วมกันแก่ผู้ที่ได้รับเชื้อเอชไอวี และผู้คนรอบข้าง"
"ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพเยาวชนในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากสึนามิ และยกระดับขีดความสามารถในการเรียนรู้ของเยาวชนในท้องถิ่นที่ห่างไกล ที่ขาดโอกาสและปัจจัยด้านการศึกษาที่มีคุณภาพ"
ซึ่งกิจกรรมในการสร้างเสริมโอกาสสู่คุณค่าชีวิตใน 3 ด้าน ที่มูลนิธิได้ดำเนินการถือว่าสอดคล้องกับวิสัยทัศน์หลักของมูลนิธิที่ต้องการสร้างสังคมแห่งสุขภาพด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมไทยแต่ไม่เพียงเท่านี้มูลนิธิยังได้มีการขยายการดำเนินงานสู่ภูมิภาคอินโดไชน่า โดย "คริสเตียน" บอกว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ นอกจากเป้าหมายที่ต้องสร้างสังคมแห่งสุขภาพด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับสังคมไทยแล้ว ยังมองถึงการสร้างสรรค์โครงการสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ ให้ครอบคลุมภูมิภาคอินโดไชน่า
"เราได้สนับสนุนการศึกษาสาขาแพทยศาสตร์ แก่นักศึกษาในประเทศกัมพูชาและเวียดนามมาตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิ และได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการสนับสนุนโครงการแพทย์ต่อยอดสำหรับแพทย์ในประเทศลาว ในปี 2555 และในปัจจุบันมีแพทย์บุคลากรทางด้านสาธารณสุขกว่า 200 คน ที่เป็นผลผลิตจากทุนการศึกษาของมูลนิธิที่สำเร็จทั้งการศึกษา และการฝึกอบรมต่าง ๆ ออกปฏิบัติงานเพื่อสร้างชีวิตที่ดีมีสมดุลแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งในกัมพูชา เวียดนาม ลาว รวมถึงประเทศไทย"
นอกจากนี้ ยังเป็นที่รู้กันว่า ปัญหาการขาดแคลนแหล่งน้ำสะอาดในประเทศเมียนมาถือว่าเป็นเรื่องสำคัญและเร่งด่วนมาก เพราะน้ำถือเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีวิต
"ด้วยเหตุนี้เอง ในปีนี้เราจึงได้เริ่มสนับสนุนโครงการพัฒนาแหล่งน้ำสะอาดเพื่อการอุปโภคและบริโภคในท้องถิ่นชนบทของประเทศพม่าต่อไป"
อย่างไรก็ตามมูลนิธิยังมีนโยบายที่จะสร้างสรรค์สาธารณประโยชน์ใหม่ๆ ให้กับภูมิภาคอินโดไชน่า ควบคู่ไปกับการเปิดประชาคมอาเซียน โดยจะมุ่งเน้นศักยภาพ ปัญหาและความต้องการของแต่ละประเทศสำคัญ ผ่านการทำงานร่วมกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ และมีเป้าหมายในการทำงานที่สอดคล้องกับมูลนิธิ
ถึงตรงนี้ "คริสเตียน" บอกว่า ในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับประเด็นด้านสาธารณสุข ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นภายในของประเทศใดประเทศหนึ่งอีกต่อไป การป้องกันและแก้ไขปัญหาสาธารณสุข จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคเดียวกัน
ทั้งนี้ สหประชาชาติได้กำหนดวาระการพัฒนาภายหลังปี 2015 (Post-2015 Development Agenda) ซึ่งประกอบด้วยประเด็นสำคัญคือ การจัดทำเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals-SDGs) ซึ่งเป้าหมายด้านสุขภาพ ถือเป็นหนึ่งในนั้นด้วย โดยไม่ได้จำกัดเพียงการบำบัดรักษาโรค แต่รวมถึงการพัฒนาศักยภาพของมนุษย์ในการระวังป้องกันและตอบสนองต่อสิ่งท้าทายใหม่ ๆ ด้านสุขภาพและสาธารณสุข อาทิ การทวีภัยคุกคามของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (Noncommunicable Diseases-NCDs) โรคระบาดอุบัติใหม่ การขยายตัวของสังคมผู้สูงอายุ เป็นต้น
"ซึ่งจากการศึกษาปัญหาดังกล่าว เราเห็นว่าการให้ความรู้ คือสิ่งที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคและดูแลสุขภาพในสังคมผู้สูงวัย จึงทำให้ในปีนี้มูลนิธิจะเริ่มดำเนินโครงการ "Healthy Ageing Society" โดยร่วมมือกับองค์กรพันธมิตรในการสร้างกิจกรรมระยะยาว เพื่อกระตุ้นการตระหนักถึงปัญหา ให้ความรู้ และส่งเสริมการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เพื่อลดอัตราเสี่ยงในการเกิดโรค NCDs ทั้งโรคเบาหวาน, โรคหลอดเลือดสมองและหัวใจ, โรคถุงลมโป่งพอง, โรคมะเร็ง, โรคความดันโลหิตสูง และโรคอ้วนลงพุง อันจะเป็นทางหนึ่งที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยให้ดีขึ้น"
รูปแบบของโครงการจะเป็นแบบระยะยาว 2-3 ปี เพื่อให้สามารถศึกษาถึงผลของการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม และสร้างตัวอย่างความสำเร็จ จนสามารถนำไปขยายผลไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างยั่งยืน
ซึ่งนับว่าเป็นการดำเนินงานซีเอสอาร์ที่มุ่งสร้างสังคมแห่งสุขภาพด้วยคุณภาพชีวิตที่ดี ภายใต้แนวทาง มอบความรู้สู่คุณภาพชีวิตที่ดีมีสมดุล ใน 3 ด้านหลักที่ไม่ธรรมดาเลย !