1849 - 1899
  

1849
ชาร์ล ไฟเซอร์ แอนด์ คอมพานี ได้ก่อตั้งขึ้นเป็นครั้งแรกเพื่อดำเนินธุรกิจเคมีภัณฑ์และอุปกรณ์ทางการแพทย์ ผลิตภัณฑ์ชิ้นแรกของบริษัทคือ ลูกอมแซนโทนิน ซึ่งเป็นยาถ่ายพยาธิที่มีรสอร่อย
 
1900 - 1950

 
 
1919 บริษัทฯ ผลิตกรดซิตริกสำหรับใช้ในการผลิตของตนด้วยกระบวนการหมัก จนพัฒนาเป็นการผลิตวัตถุดิบ
ได้เอง ทำให้สามารถลดต้นทุนการผลิตลงได้อย่างมหาศาล
 
1944 ไฟเซอร์ประสบความสำเร็จในการผลิตเพนิซิลินด้วยกระบวนการหมักแบบ Deep-tank และกลายเป็นผู้ผลิตยาเพนิซิลินรายใหญ่ที่สุดของโลก ยาเพนิซิลินส่วนใหญ่ที่ใช้ในกองกำลังพันธมิตรผลิตโดยไฟเซอร์
 
1950 เทอราไมซิน (ออกซีเตตราไซคลีน) เป็นยาปฏิชีวนะที่มีขอบข่ายการออกฤทธิ์กว้าง เป็นผลงานการวิจัย
ชิ้นแรกของบริษัท ที่จำหน่ายภายใต้สิทธิบัตรของไฟเซอร์ จากนั้น ไฟเซอร์ได้ขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศและเปิดฝ่ายธุรกิจต่างประเทศขึ้น
 
1951 - 1999


 
1954 เริ่มวางตลาดเตตราไซคลีน ซึ่งเป็นยาปฏิชีวนะที่ออกฤทธิ์กว้าง และเป็นยาปฏิชีวนะชนิดแรกที่สังเคราะห์และค้นพบโดยนักวิจัยของไฟเซอร์
 
1961 ไฟเซอร์ก้าวเข้าสู่ช่วงของการเติบโตอย่างแข็งแกร่งและเปิดสำนักงานใหญ่แห่งใหม่กลางเมืองแมนฮัตตัน
 
1988 แผนกเกษตรกรรมเปลี่ยนชื่อเป็นฝ่ายเวชภัณฑ์สัตว์ และมีผลิตภัณฑ์ใหม่ที่เป็นความก้าวหน้าล่าสุดออกสู่ตลาด 
 
1993 ริเริ่มโครงการ Sharing the Care ซึ่งเป็นโครงการบริจาคยา
 
1995 ไฟเซอร์ซื้อธุรกิจเวชภัณฑ์สัตว์ของ สมิท ไคลน์ บีแชม ทำให้ไฟเซอร์กลายเป็นผู้นำรายหนึ่งของโลกด้านการค้นคว้า พัฒนาและผลิตเวชภัณฑ์สำหรับปศุสัตว์และสัตว์เลี้ยง
 
1999 ไฟเซอร์ฉลองอายุครบ 150 ปี และได้รับการยกย่องให้เป็นบริษัทยาชั้นนำของโลก นิตยสารฟอร์บส์ยังได้ประกาศให้ไฟเซอร์เป็น "บริษัทชั้นนำแห่งปี" เนื่องจากความสำเร็จในการค้นคว้าและพัฒนายาใหม่สำหรับมนุษย์และสัตว์
  
2000 - ปัจจุบัน



2000 " The Best Get Better" เป็นปีที่ ไฟเซอร์และวอร์เนอร์-แลมเบิร์ทควบรวมกิจการและก้าวสู่ไฟเซอร์ยุคใหม่ ซึ่งเป็นช่วงสำคัญและมีการเจริญเติบโตอย่างมาก การควบรวมกิจการครั้งนี้ทำให้ไฟเซอร์ยุคใหม่เป็น บริษัทยาที่ใหญ่ที่สุดและมีการเติบโตเร็วที่สุดในโลก
 
2003 เมื่อวันที่ 16 เมษายน 2546 บริษัท ไฟเซอร์ และ บริษัท ฟามาเซีย ซึ่งเป็นสองบริษัทยาที่มีการเติบโตเร็ว
ที่สุดและมีการค้นคว้าพัฒนามากที่สุดในโลกได้รวมการดำเนินธุรกิจเข้าด้วยกัน
สำหรับคนทั่วไป แอล-ดี-แอลโคเลสเตอรอล ( LDL-Cholesterol) หรือไขมันชนิดร้าย ควรน้อยกว่า 160 มก./ดล. ส่วนเอช ดี แอล โคเลสเตอรอล ( HDL-Cholesterol) หรือไขมันชนิดดี ควรมากกว่า 40 มก./ดล. วันนี้คุณไปตรวจสุขภาพประจำปีแล้วหรือยัง ?
Copyright © 2006-2007 Pfizer (Thailand) Limited. All rights reserved. Privacy Policy | Term of use | Site map | Web links